แชร์

ธุรกิจเปิดใหม่ต้องรู้ ! วิธีการยื่นภาษีครั้งแรก สำหรับธุรกิจที่จดนิติบุคคล

อัพเดทล่าสุด: 6 ก.ค. 2026
55 ผู้เข้าชม

การทำธุรกิจอาจจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ หลายครั้งความท้าทายไม่ได้อยู่แค่เรื่องการหาลูกค้า การบริหารต้นทุน หรือการทำการตลาดเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวิธีการยื่นภาษีครั้งแรก ที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อนและยากจะเข้าใจ

ซึ่งคำถามที่มักเกิดขึ้นหลังจากจดบริษัทคือ จดนิติบุคคลแล้วต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง? ยังไม่มีรายได้ ต้องยื่นภาษีหรือไม่? ต้องยื่นภาษีทุกเดือนหรือเปล่า? หรือพอต้องยื่นภาษี เอกสารที่ต้องเตรียมมีอะไรบ้าง?

หากคุณกำลังมีคำถามเหล่านี้ บทความนี้ Etaxwise จะพาคุณทำความเข้าใจ วิธีการยื่นภาษีครั้งแรก สำหรับธุรกิจที่จดนิติบุคคล ตั้งแต่ประเภทภาษีที่ต้องรู้ ไปจนถึงขั้นตอนการยื่นภาษีที่เจ้าของธุรกิจควรเตรียมตัว เพื่อให้การบริหารภาษีเป็นเรื่องง่ายตั้งแต่วันแรกของการดำเนินธุรกิจ

 

ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร ? 


ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีที่จัดเก็บจาก กำไรสุทธิของกิจการหรือบริษัท ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล โดยหลังจากนำรายได้ทั้งหมดมาหักค่าใช้จ่ายและรายการที่กฎหมายอนุญาตแล้ว ส่วนที่เหลือซึ่งเรียกว่า "กำไรสุทธิ" จะถูกนำมาคำนวณภาษีตามอัตราที่กรมสรรพากรกำหนด

โดยทั่วไป ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้แก่

  • บริษัทจำกัด
  • บริษัทมหาชนจำกัด
  • ห้างหุ้นส่วนจำกัด
  • ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
  • กิจการร่วมค้า (Joint Venture)
  • นิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบกิจการในประเทศไทย

แม้ว่าธุรกิจจะเพิ่งเปิดใหม่ หรืออยู่ในช่วงเริ่มต้นดำเนินกิจการ ก็ยังมีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษี ตามที่กฎหมายกำหนด

 

สำหรับธุรกิจเปิดใหม่และจดนิติบุคคล ต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง?


สำหรับเจ้าของธุรกิจที่เพิ่งจดนิติบุคคล ภาษีที่ควรรู้มีอยู่ 4 ประเภทหลัก ดังนี้

 

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ถือเป็นภาษีสำคัญที่สุดสำหรับบริษัท เป็นภาษีที่คำนวณจากกำไรสุทธิของกิจการ โดยทั่วไปจะมีการยื่น 2 รอบ คือ ภ.ง.ด 51 หรือ การชะระภาษีแบบการประมาณกำไรครึ่งปี และยื่นภายใน 2 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี 6 เดือนแรก และ ภ.ง.ด 50 เป็นการยื่นงบการเงินและคำนวณภาษีประจำปี โดยยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี

 

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

หากธุรกิจมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และหลังจากจด VAT แล้ว จะต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน รวมไปถึงที่ถึงแม้เดือนนั้น ๆ จะไม่มีรายรับหรือไม่มีภาษีซื้อภาษีขายก็ตาม 

ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มนี้ เป็น 1 ในภาษี ที่ผู้ประกอบการมือใหม่มักเข้าใจผิด ว่าจะต้องยื่นสิ้นปีเท่านั้น และทำให้เกิดค่าปรับโดยไม่รู้ตัว

 

3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

หากธุรกิจมีการจ่ายเงินให้กับบุคคลหรือบริษัทอื่น เช่น ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าจ้างฟรีแลนซ์ ค่าวิชาชีพ หรือค่าโฆษณาบางประเภท บริษัทอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งกรมสรรพากร พร้อมยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ในทุกเดือน

 

4. ภาษีเงินเดือนพนักงาน

หากบริษัทมีพนักงานและมีการจ่ายเงินเดือน บริษัทจะมีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน นำส่งภาษีให้กรมสรรพากรและออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้พนักงาน รวมถึงการยื่นภาษีแบบประจำปีตามกำหนด

 

3 วิธีการยื่นภาษีครั้งแรก สำหรับธุรกิจนิติบุคคล

เมื่อทราบประเภทภาษีแล้ว มาดู 3 ขั้นตอนสำคัญในการเริ่มยื่นภาษี ที่นิติบุคคลควรรู้ เมื่อต้องการยื่นภาษีครั้งแรก ! 

1 เตรียมเอกสารการจดทะเบียนบริษัท

ซึ่งเอกสารสำคัญ ได้แก่

  • หนังสือรับรองบริษัท
  • เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  • หนังสือบริคณห์สนธิ
  • รายชื่อผู้ถือหุ้น
  • ตราประทับบริษัท (ถ้ามี)
  • เอกสารเปิดบัญชีธนาคาร

ซึ่งเอกสารเหล่านี้ จะถูกใช้สำหรับการดำเนินการทางภาษีและการยื่นแบบต่าง ๆ

 

2 จัดทำบัญชีรายรับและรายจ่าย

ถึงแม้ธุรกิจของคุณจะเพิ่งเริ่มต้น แต่ควรเริ่มจัดเก็บข้อมูลตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็น รายรับจากการขายสินค้า รายได้จากบริการ ค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ หรือเอกสารเกี่ยวกับใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี และเอกสารค่าใช้จ่าย เพราะการจัดเก็บข้อมูลรายรับรายจ่าย และที่มาของเงินในธุรกิจตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้การยื่น และคำนวนภาษีง่ายขึ้นมาก

 

3 จัดทำเอกสารภาษีให้ถูกต้อง

หลายธุรกิจมักพบปัญหา เช่น ใบกำกับภาษีออกไม่ครบ เอกสารสูญหาย ค้นหาเอกสารย้อนหลังไม่ได้ หรือการที่เอกสารกระจัดกระจายหลายระบบ และถ้าหากไม่จัดการให้ดี เมื่อธุรกิจเติบโต ปัญหาเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มความซับซ้อน และอาจส่งผลต่อการตรวจสอบภาษีในอนาคต ดังนั้น การจัดเก็บเอกสารในรูปแบบดิจิทัล จึงกลายเป็นทางเลือกที่หลายธุรกิจเริ่มให้ความสำคัญ

 

ทำไมธุรกิจปัจจุบัน ถึงหันมาใช้ e-Tax มากขึ้น ?


ที่ผ่านมา การจัดการเอกสารภาษีของธุรกิจ มักเต็มไปด้วยขั้นตอนที่ซับซ้อน ตั้งแต่การออกใบกำกับภาษี การพิมพ์เอกสาร การจัดเก็บแฟ้ม ไปจนถึงการค้นหาเอกสารย้อนหลังเมื่อถึงช่วงปิดงบหรือถูกตรวจสอบทางภาษี ซึ่งนอกจากจะใช้เวลาแล้ว ยังเพิ่มต้นทุนในการดำเนินงานอีกด้วย

แต่เมื่อธุรกิจเข้าสู่การมีการช่วยเหลือของเทคโนโลยี และระบบการจัดการต่าง ๆ  แนวคิดในการจัดการเอกสารก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ดังนั้น กรมสรรพากรจึงได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนจากเอกสารกระดาษ มาเป็น e-Tax Invoice & e-Receipt หรือระบบใบกำกับภาษีและใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยให้การบริหารเอกสารภาษีเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งระบบ E-tax มีส่วนช่วยองค์กร และธุรกิจ ดังนี้

1. ลดต้นทุนการจัดเก็บเอกสารและลดภาระงานเอกสาร

สำหรับธุรกิจที่มีการออกเอกสารจำนวนมากในแต่ละเดือน ไม่ว่าจะเป็นใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน หรือใบลดหนี้ การจัดเก็บเอกสารในรูปแบบกระดาษอาจกลายเป็นต้นทุนที่หลายคนมองข้าม ซึ่งต้นทุนเหล่านี้อาจรวมถึงค่าพิมพ์เอกสาร ค่ากระดาษและหมึกพิมพ์ ค่าแฟ้มและพื้นที่จัดเก็บ ค่าใช้จ่ายในการส่งเอกสารให้ลูกค้า และต้นทุนทางเวลา ที่พนักงานต้องใช้ในการจัดเรียงและค้นหาเอกสาร

แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ e-Tax เอกสารทั้งหมดจะถูกจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล ช่วยลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะธุรกิจที่กำลังเติบโตและมีจำนวนเอกสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

2. ค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาค้นแฟ้ม

ปัญหาที่พบได้บ่อยในหลายองค์กร คือ เมื่อถึงช่วงปิดงบการเงิน หรือมีการตรวจสอบย้อนหลัง ทีมบัญชีต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง หรือบางครั้งหลายวัน เพื่อค้นหาเอกสารเพียงไม่กี่ฉบับ แต่ด้วยระบบ e-Tax ผู้ใช้งานสามารถค้นหาเอกสารได้จากข้อมูลต่าง ๆ เช่น

  • เลขที่ใบกำกับภาษี
  • ชื่อลูกค้าหรือบริษัท
  • เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  • วันที่ออกเอกสาร
  • มูลค่ารายการ

ทุกอย่างสามารถค้นหาได้ภายในไม่กี่วินาที ทำให้การตรวจสอบข้อมูลเป็นเรื่องง่าย และลดความเสี่ยงจากเอกสารสูญหาย

 

3. ลดความผิดพลาดในการออกเอกสารภาษี

หนึ่งในปัญหาที่ธุรกิจมักพบ คือ การกรอกข้อมูลผิดพลาด เช่น ชื่อบริษัทไม่ถูกต้อง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีผิด เลขที่เอกสารซ้ำกัน หรือวันที่ออกเอกสารคลาดเคลื่อน และรายละเอียดสินค้าไม่ครบถ้วน ซึ่งความผิดพลาดเล็ก ๆ เหล่านี้ อาจส่งผลให้ต้องออกเอกสารใหม่ หรือในบางกรณีอาจกระทบต่อการนำเอกสารไปใช้ทางภาษี

ดังนั้น การใช้งานระบบ e-Tax จะช่วยลดข้อผิดพลาดเหล่านี้ ด้วยการตรวจสอบข้อมูลอัตโนมัติ และกำหนดรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน ทำให้ธุรกิจสามารถออกเอกสารได้อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

4. เพิ่มความรวดเร็วในการส่งเอกสารให้ลูกค้า

ปัจจุบันที่ธุรกิจดำเนินงานแบบออนไลน์ ลูกค้าคาดหวังความรวดเร็วมากขึ้น แทนที่จะต้อง

  • พิมพ์ใบกำกับภาษี
  • ลงนาม
  • ใส่ซอง
  • ส่งไปรษณีย์
  • รอลูกค้าได้รับเอกสาร

ธุรกิจสามารถส่ง e-Tax Invoice ให้ลูกค้าได้ทันทีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการดีสำหรับลูกค้าอย่างมาก เพราะลูกค้าสามารถดาวน์โหลดและจัดเก็บเอกสารได้ด้วยตนเอง ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ทั้งสองฝ่าย และลดระยะเวลาการดำเนินงานลงอย่างมาก

 

5. รองรับการทำงานของธุรกิจที่กำลังเติบโต

ในช่วงเริ่มต้น ธุรกิจอาจออกใบกำกับภาษีเพียงไม่กี่สิบฉบับต่อเดือน แต่เมื่อธุรกิจเติบโต จำนวนเอกสารอาจเพิ่มขึ้นเป็นหลักร้อยหรือหลักพันฉบับ ดังนั้นถ้าหากธุรกิจยังใช้ระบบเอกสารกระดาษ อาจทำให้เกิดปัญหา เช่น

พื้นที่จัดเก็บไม่เพียงพอ
การค้นหาข้อมูลใช้เวลานาน
พนักงานต้องทำงานซ้ำซ้อน
ความเสี่ยงจากเอกสารสูญหายเพิ่มขึ้น
ซึ่งระบบ e-Tax ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเพิ่มภาระงานด้านเอกสารมากเกินไป

 

6. เชื่อมต่อกับระบบบัญชีและ ERP ได้สะดวก

อีกหนึ่งข้อได้เปรียบที่สำคัญ คือ ระบบ e-Tax สามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ภายในองค์กรได้ เช่น ระบบบัญชี (Accounting System) ระบบ ERP ระบบ POS  หรือระบบ CRM และระบบขายออนไลน์ (E-Commerce) เป็นต้น

และเมื่อข้อมูลเชื่อมต่อกัน การออกเอกสาร การบันทึกบัญชี และการจัดทำรายงานทางการเงินก็จะเป็นไปอย่างอัตโนมัติมากขึ้น ลดการกรอกข้อมูลซ้ำ และช่วยให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลทางธุรกิจได้แบบ Real-Time

 

7. ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ปัจจุบัน หลายองค์กรกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Transformation ไม่ว่าจะเป็น การทำงานแบบ Paperless การจัดเก็บข้อมูลบน Cloud การใช้ระบบ Automation หรือการบริหารข้อมูลแบบออนไลน์ ดังนั้น ระบบจัดการ e-Tax จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับออกใบกำกับภาษีเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานด้านดิจิทัลให้กับธุรกิจ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจจำนวนมากจึงเริ่มเปลี่ยนจากการจัดการเอกสารแบบเดิม มาใช้ระบบ e-Tax มากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยให้การจัดการภาษีเป็นเรื่องง่ายแล้ว ยังช่วยให้ธุรกิจพร้อมเติบโตในยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นใจอีกด้วย โดยเฉพาะธุรกิจเปิดใหม่ที่ต้องการวางระบบเอกสารและภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรกของการดำเนินธุรกิจ

 

สรุป

 

วิธีการยื่นภาษีครั้งแรก สำหรับธุรกิจที่จดนิติบุคคล อาจดูเป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้ประกอบการหลายคน แต่หากเข้าใจประเภทภาษีที่ต้องยื่น เตรียมเอกสารให้ครบ และจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยลดความยุ่งยากและลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดได้อย่างมาก

และในปัจุุบัน ที่ธุรกิจกำลังก้าวสู่การทำงานแบบดิจิทัล การมีเครื่องมือช่วยจัดการเอกสารภาษีอย่าง Etaxwise จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถบริหารงานภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมโฟกัสกับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างเต็มที่ในระยะยาว

 

สนใจแพลทฟอร์มจัดการและนำส่งภาษี แบบครบวงจร

ติดต่อ Line : @Etaxwise 

 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
e-Tax Invoice Customization คืออะไร ? สำคัญอย่างไร ต่อธุรกิจของคุณ
บทความนี้ จะมาอธิบายว่าระบบนี้คืออะไร และสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจของคุณ เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวม และความสำคัญของระบบปรับแต่งใบกำกับภาษีออนไลน์มากขึ้น
Kritsanapong
24 ก.ค. 2026
EtaxWise ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ที่ช่วยให้คุณจัดการเอกสารง่ายขึ้น
EtaxWise คือระบบจัดการใบกำกับภาษี e-Tax Invoice & e-Receipt ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการเอกสารภาษีได้ง่าย รวดเร็ว และถูกกฎหมายในรูปแบบดิจิทัล
Ploycha Yupapan
28 เม.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy