นิติบุคคลมีเฮ ! ลงทุนกับระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

ในช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐได้ผลักดันให้ภาคธุรกิจเข้าสู่ Digital Tax Ecosystem อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการจัดการเอกสารภาษีให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และลดต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการ
และหนึ่งในมาตรการสำคัญ ที่นิติบุคคลไม่ควรมองข้าม คือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนในระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ซึ่งช่วยให้กิจการสามารถ นำรายจ่ายที่เกิดจากการลงทุนหรือใช้บริการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์มาหักรายจ่ายได้ถึง 2 เท่าของรายจ่ายจริง ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ซึ่งล่าสุด คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ ขยายมาตรการดังกล่าวออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ระบบภาษีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ดังนั้น บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจว่า e-Tax Invoice & e-Receipt คืออะไร รายจ่ายประเภทใดที่สามารถหักได้ 2 หรือใครบ้างที่มีสิทธิใช้มาตรการนี้ และเหตุผลว่าทำไมปี 2569-2570 จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการลงทุนระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์
ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt คืออะไร ?
ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt คือ ระบบการจัดทำและส่งมอบใบกำกับภาษีและใบรับในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร โดยเอกสารจะถูกจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล พร้อมลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) หรือประทับรับรองด้วย Time Stamp ตามมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนด ทำให้สามารถใช้งานแทนเอกสารกระดาษได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ซึ่งการเปลี่ยนมาใช้ระบบดังกล่าว ช่วยให้ธุรกิจสามารถ :
- ลดการพิมพ์เอกสาร
- ลดต้นทุนการจัดส่ง
- ลดพื้นที่จัดเก็บเอกสาร
- ค้นหาเอกสารย้อนหลังได้รวดเร็ว
- เชื่อมต่อกับระบบบัญชีและ ERP ได้ง่ายขึ้น
- รองรับการตรวจสอบจากกรมสรรพากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข่าวดี ! สำหรับนิติบุคคล ลงทุนวันนี้ หักรายจ่ายได้ 2 เท่า
จากเอกสารการอัพเดตของกรรมสรรพากร เพื่อสนับสนุนการใช้งานระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ภาครัฐได้ออกมาตรการภาษีที่เปิดโอกาสให้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำ รายจ่ายจากการลงทุนหรือค่าใช้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt มาหักเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เพิ่มอีก 100%
กล่าวง่าย ๆ คือ หากกิจการมีค่าใช้จ่ายจริง 100,000 บาท สามารถนำมาหักภาษีได้รวม 200,000 บาท หรือคิดเป็น 2 เท่าของรายจ่ายจริง ซึ่งมาตรการนี้ ครอบคลุมรายจ่ายที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปัจจุบันได้รับการขยายเวลาจนถึง 31 ธันวาคม 2570
เช็คให้ชัวร์ ! รายจ่ายประเภทใดบ้างที่สามารถหักได้ 2 เท่า?
ตามมาตรการของกรมสรรพากร รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt สามารถนำมาหักเพิ่มได้ เช่น
1. ค่าโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์
ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับระบบออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ระบบจัดการ e-Receipt หรือระบบจัดเก็บเอกสารภาษี ก็สามารถใช้ลดหย่อนได้
2. ค่าบริการระบบ Cloud
เช่น ค่าบริการรายเดือน ค่าบริการรายปี และ SaaS สำหรับ e-Tax
3. ค่าอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบ
กรณีเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อรองรับระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
4. ค่าติดตั้ง และพัฒนาระบบ
เช่น ค่าติดตั้ง ค่าเชื่อมต่อระบบ ERP ค่าพัฒนา API และค่าปรับปรุงระบบบัญชี
ทั้งนี้ รายจ่ายต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และประเภทที่กฎหมายกำหนด รวมถึงต้องสามารถพิสูจน์การลงทุนได้เมื่อมีการตรวจสอบจากกรมสรรพากร
ใครบ้าง ที่สามารถใช้สิทธิการลดหย่อนนี้ได้ ?
จากเอกสารรายงานจากกรมสรพพากร มาตรการนี้ สามารถใช้กับ
- บริษัทจำกัด
- บริษัทมหาชนจำกัด
- ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และมีการลงทุนหรือใช้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
และสำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้เปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัล ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการทำงานในระยะยาว ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมอีกด้วย
4 เงื่อนไขสำคัญ ก่อนใช้สิทธิลดหย่อนภาษี
แม้ว่ามาตรการจะให้สิทธิประโยชน์ค่อนข้างมาก แต่ธุรกิจควรตรวจสอบเงื่อนไขให้ครบถ้วน ได้แก่
1. รายจ่ายต้องเกิดขึ้นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
ปัจจุบันมาตรการได้รับการขยายระยะเวลาถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570
2. ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับระบบ e-Tax จริง
ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั่วไปของกิจการ
3. ต้องมีหลักฐานประกอบครบถ้วน
เช่น ใบกำกับภาษี สัญญา หลักฐานการชำระเงิน และเอกสารแสดงการติดตั้งระบบ เป็นต้น
4. ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
รวมถึงจัดทำข้อมูลการลงทุนและเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ให้สามารถตรวจสอบได้หากเจ้าพนักงานประเมินร้องขอ
ทำไมธุรกิจที่จดนิติบุคคล ควรเริ่มลงทุนกับ E-tax ตอนนี้ ?
หลายบริษัทมักรอจนระบบเดิมเริ่มมีปัญหาจึงค่อยเปลี่ยน แต่ความจริงแล้ว การลงทุนก่อนมีข้อได้เปรียบหลายด้าน เช่น
- ได้ใช้สิทธิหักรายจ่าย 2 เท่า
- ลดภาระการทำงานของฝ่ายบัญชีทันที
- เตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับการทำงานแบบ Paperless
- เพิ่มความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจกับคู่ค้า
- ลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว
เพราะยิ่งเริ่มใช้งานเร็ว ธุรกิจก็ยิ่งได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเร็วขึ้น ทั้งในแง่ของต้นทุน เวลา และสิทธิประโยชน์ทางภาษี
สรุป
มาตรการ หักรายจ่ายลงทุนระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ได้ 2 เท่า ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนิติบุคคลที่กำลังวางแผนยกระดับการจัดการเอกสารภาษีให้เข้าสู่ระบบดิจิทัล เพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงาน ลดการใช้เอกสารกระดาษ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของฝ่ายบัญชีแล้ว ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากภาครัฐตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ไม่ควรมองเพียงเรื่องของการลดหย่อนภาษีเท่านั้น แต่ควรพิจารณาถึงความถูกต้องตามมาตรฐานของกรมสรรพากร ความปลอดภัยของข้อมูล ความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบบัญชี และการรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
สำหรับธุรกิจที่กำลังมองหาโซลูชันด้าน e-Tax Invoice & e-Receipt ที่พร้อมใช้งานและสอดคล้องกับข้อกำหนดของกรมสรรพากร Etaxwise คือหนึ่งในผู้ให้บริการที่ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนผ่านสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ การจัดเก็บเอกสารในรูปแบบดิจิทัล ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับระบบ ERP และโปรแกรมบัญชีที่องค์กรใช้งานอยู่ ช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนการทำงาน และรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต
เพราะการลงทุนในระบบภาษีดิจิทัลวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการใช้สิทธิ หักรายจ่ายได้ 2 เท่า แต่คือการวางรากฐานให้องค์กรสามารถบริหารจัดการข้อมูลภาษีได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในยุคดิจิทัลอย่างมั่นใจ
เริ่มลงทุนกับระบบจัดการและนำส่ง Etax อัตโนมัติกับ Etaxwise ได้แล้ววันนี้
Line : @Etaxwise


