ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เรื่องสำคัญที่ธุรกิจต้องรู้
บทความนี้เราจะมาพาคุณมาทำความรู้จักเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีซื้อ ภาษีขาย เพราะเป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจทุกคนต้องรู้ เพราะถ้าหากธุรกิจของคุณเติบโตและมีรายได้ต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาท คุณจะต้องทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT (Value Added Tax) ซึ่งเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย
ถ้าคุณมีความรู้พื้นฐานเรื่องเหล่านี้ ก็จะทำให้คุณบริหารจัดการภาษีได้ง่ายขึ้น สิ่งสำคัญคือการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิธีการคำนวนที่แม่นยำ ดังนั้นเราจะไปเริ่มต้นทำความเข้าใจกันเลย
ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร?
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คือภาษีทางอ้อมที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการ โดยเจ้าของธุรกิจจะทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกค้า แล้วรวบรวมเพื่อนำส่งให้กรมสรรพากร อย่างที่เกริ่นไว้แต่แรกว่าธุรกิจที่รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องไปลงทะเบียน VAT ภายใน 30 วันตามกฎหมาย โดยเราจะแบ่งอัตราการเก็บ VAT จากลูกค้าดังนี้
- การขายสินค้าหรือบริการภายในประเทศ เก็บ VAT 7%
- การส่งออกสินค้าหรือบริการ เก็บ VAT 0%
นอกจากนี้การคำนวน VAT นั้นเราจะคำนวนจากแค่ยอดขายอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องอิงกับ ภาษีซื้อ และ ภาษีขาย ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการคำนวนยอดที่ต้องนำส่งหรือว่าขอคืนภาษี แล้วภาษีซื้อและภาษีขายคืออะไร สำคัญอย่างไร ? เราจะพูดถึงในหัวข้อถัดไป
ภาษีซื้อ ภาษีขาย สำคัญอย่างไร?
เมื่อเรารู้แล้วว่าภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คือภาษีที่เรียกเก็บจากการขายสินค้าและบริการ คำถามต่อมาคือ แล้ว VAT ที่ต้องจ่ายจริงๆ ธุรกิจจะรู้ได้อย่างไร? คำตอบอยู่ที่การทำความเข้าใจ ภาษีซื้อ และ ภาษีขาย เพราะสองสิ่งนี้คือหัวใจของการคำนวณ VAT ว่าธุรกิจต้องนำส่งเงินเพิ่ม หรือสามารถขอคืนภาษีได้
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน มาลองแยกความหมายของภาษีขายและภาษีซื้อกัน
- ภาษีขาย (Output Tax) คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ธุรกิจเก็บจากลูกค้าเมื่อมีการขายสินค้า/บริการในอัตรา 7% ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณขายสินค้าราคา 100 บาท คุณจะต้องเก็บภาษีขายจากลูกค้า 7 บาท
- ภาษีซื้อ (Input Tax) คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ธุรกิจต้องจ่ายเมื่อซื้อสินค้า/บริการจากธุรกิจอื่นที่จด VAT เช่นเดียวกัน เช่น คุณซื้อวัตถุดิบจากผู้ขายวัตถุดิบราคา 100 บาท คุณจะเสียภาษีซื้ออีก 7 บาท นั่นคือภาษีซื้อของธุรกิจคุณ
เมื่อเปรียบเทียบสองตัวนี้ คุณจะเห็นว่าภาษีซื้อและภาษีขายคือข้อมูลที่ต้องใช้หักลบกันเพื่อหายอด VAT ที่แท้จริงที่ต้องชำระหรือขอคืนจากกรมสรรพากรนั่นเอง
วิธีคำนวณ VAT ที่ต้องนำส่ง
หลักการคำนวน VAT เราจะใช้สูตรง่าย ๆ ดังนี้ ก็คือ ภาษีขาย ลบ ภาษีซื้อ เช่น
ถ้า ภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ แปลว่า คุณต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กรมสรรพากร
ถ้า ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย แปลว่า คุณสามารถขอคืนภาษีเป็นเงินสดหรือนำส่วนเกินไปใช้เป็นเครดิตภาษีในเดือนถัดไปได้
ยกตัวอย่าง ธุรกิจของคุณขายสินค้า 100,000 บาท VAT 7% = 7,000 บาท นี่คือภาษีขาย และคุณซื้อวัตถุดิบ 60,000 บาท (รวม VAT 4,200 บาท) นั่นแปลว่าภาษีซื้อของคุณคือ 4,200 บาท ดังนั้นยอด VAT ที่ต้องชำระ = 7,000 - 4,200 2,800 บาทนั่นเอง
ธุรกิจจะต้องคำนวนแบบนี้ทุกเดือนเพื่อนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าการทำ รายงานภาษีซื้อ-ขาย จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะรายงานนี้จะเป็นหลักฐานที่ใช้อ้างอิงว่าธุรกิจของเรามีภาษีขายและภาษีซื้อเท่าไหร่
รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย ต้องทำอย่างไร?
การทำรายงานภาษีซื้อ-ขาย เป็นหนึ่งหน้าที่สำคัญที่ธุรกิจที่จด VAT ต้องจัดทำทุกเดือน โดยคุณจะต้องมีเอกสารต่าง ๆ ประกอบการทำรายงานดังนี้
รายงานภาษีซื้อ คือการบันทึก VAT ที่ธุรกิจจ่ายไปกับการซื้อสินค้า/บริการ จากธุรกิจอื่นที่จด VAT เหมือนกัน โดยคุณต้องเก็บใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ หรือใบเสร็จรับเงินเพื่อนำมาอ้างอิงข้อมูล
รายงานภาษีขาย คือการบันทึก VAT ที่ธุรกิจคุณเก็บจากลูกค้าที่ซื้อสินค้า/บริการของคุณ โดยใช้ใบกำกับภาษีขายของคุณเพื่อนำมาใช้อ้างอิงข้อมูล
รายงานเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้การคำนวน VAT ของคุณมีความถูกต้องและแม่นยำเพียงอย่างเดียว แต่รายงานนี้ยังเป็นหลักฐานสำคัญถ้าหากมีการขอตรวจสอบย้อนหลังจากกรมสรรพากร
หมายเหตุ หากธุรกิจมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถลงรายการภาษีซื้อได้ทันที สามารถขอเลื่อนการลงรายการได้ไม่เกิน 6 เดือนนับจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี
จัดการ VAT ง่ายขึ้นด้วย EtaxWise
เรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มที่เหล่ามาทั้งหมดอาจดูซับซ้อนสำหรับการทำธุรกิจ แต่ถ้าคุณเข้าใจในหลักการ ภาษีซื้อและภาษีขาย และทำรายงานอย่างถูกต้อง คุณก็จะจัดการภาษีได้ง่ายและไม่พลาดเวลาโดนตรวจสอบ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการมีเอกสารภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะช่วยให้คุณสามารถจัดเก็บเอกสารได้เป็นอย่างดี และ EtaxWise ของเรา ก็จะช่วยคุณออกใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล้กทรอนิกส์ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังมีรายงานภาษีขาย ให้คุณสามารถเลือกดูได้อย่างง่ายดายอีกด้วย
ถ้าคุณสนใจและกำลังมองหาระบบ e-Tax invocie & e-Receipt ที่จะมาช่วยให้ธุรกิจของคุณทำงานง่ายขึ้น ก็สามารถติดต่อมาพูดคุย ปรึกษากับทีมงานของเราได้ตามลิงก์นี้ได้เลย : https://liff.line.me/2007600368-jEAYm842?chatcone_state=6858fe0e32770a3973ca90c8