รวม 6 ข้อแตกต่าง ของ ภ.ง.ด. 50 และ ภ.ง.ด. 51 ที่นิติบุคคลต้องรู้

การดำเนินธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลไม่ได้มีเพียงการสร้างรายได้และบริหารต้นทุนเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับหน้าที่ทางกฎหมายที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่อง การยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่ที่ทุกบริษัทต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
และหนึ่งในประเด็นที่หลายบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) มักสับสน คือความแตกต่างระหว่าง แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) และ แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ว่าทั้งสองแบบมีหน้าที่และวัตถุประสงค์ต่างกันอย่างไร ต้องยื่นเมื่อใด ใช้ข้อมูลทางบัญชีแบบไหนในการคำนวณ และหากยื่นผิดหรือยื่นล่าช้าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจยังไงบ้าง
ดังนั้นบทความนี้จึงได้สรุป 6 ข้อแตกต่างสำคัญระหว่าง ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 ที่ผู้จ่ายภาษีนิติบุคคลควรรู้ เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของการยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น และสามารถจัดการภาษีของธุรกิจได้อย่างถูกต้อง มั่นใจ และเป็นระบบมากขึ้น
6 ข้อแตกต่างสำคัญ ของ ภ.ง.ด. 50 และ ภ.ง.ด. 51
1. วัตถุประสงค์การใช้งาน
ภ.ง.ด.50
เป็นแบบแสดงรายการ ภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ใช้สำหรับรายงานผลประกอบการของบริษัททั้งหมดในรอบปีสุดท้าย พร้อมคำนวณภาษีที่ต้องชำระจริงจากกำไรสุทธิของปีนั้นภ.ง.ด.51
เป็นแบบแสดงรายการ ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (กลางปี) ใช้เพื่อคำนวณและชำระภาษีคาดการณ์ล่วงหน้าระหว่างปี เพื่อให้รัฐได้รับรายได้อย่างต่อเนื่องแทนที่จะรอจ่ายตอนปีสิ้นสุดบัญชีเพียงครั้งเดียว
2. กำหนดเวลาการยื่น
เวลายื่นในการยื่น ภ.ง.ด.50 (Annual Corporate Income Tax Return) จะต้องยื่น ภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีของบริษัท เช่น หากรอบบัญชีของบริษัทสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม ก็ต้องยื่นแบบและชำระภาษีภายใน วันที่ 30 พฤษภาคม ของปีถัดไป ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดตามกฎหมายในการชำระภาษีของกรมสรรพากร
และในกรณียื่นแบบออนไลน์ (e-Filing) ตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร ได้มีการขยายเวลาเพิ่มเติมอีก 8 วัน เพื่อส่งเสริมการยื่นทางระบบออนไลน์ ซึ่งหมายความว่าหากยื่นผ่านระบบ e-Filing ธุรกิจสามารถยื่นได้ถึงช่วงปลายเดือนพฤษภาคมต้นเดือนมิถุนายนเลยค่ะ
ในส่วนของเวลายื่น ภ.ง.ด.51 หรือ Half-Year Corporate Income Tax Return ที่เป็นแบบภาษีกลางปี จะต้องยื่น ภายใน 2 เดือน นับจากวันสุดท้ายของ ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี โดยนับวันจากรอบบัญชี 6 เดือนแรก เช่น หากรอบบัญชีของบริษัทคือ 1 มกราคม 31 ธันวาคม ธุรกิจจะมีรอบ 6 เดือนแรกคือ 30 มิถุนายน ดังนั้นธุรกิจที่ต้องการชำระภาษีครึ่งปี จะต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ภายใน 2 เดือนหลังจากนั้น ซึ่งปกติคือ 31 สิงหาคมนั่นเอง และหากยื่นผ่าน E-filling ก็สามารถยืดเวลาการยื่นได้ 8 วันเหมือนกับ ภ.ง.ด.50 ได้เช่นกัน
3. วิธีการคำนวณภาษีของ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51
ในการคำนวณ ภ.ง.ด.50 นิติบุคคลต้องนำยอดกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจริงตลอดรอบปีบัญชี มาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยปรับปรุงเลขตามข้อกำหนดทางภาษีให้ถูกต้องก่อน เช่น เพิ่มรายการที่ไม่สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ลดรายการที่มีสิทธิหักลดหย่อน ฯลฯ จากนั้นจึงคูณด้วยอัตราภาษีตามกฎหมาย
ส่วน ภ.ง.ด.51 หรือการคำนวณภาษีกลางปี (ภาษีล่วงหน้า) จะเป็นการคำนวณเพื่อ ชำระภาษีแบบประมาณการกลางปี ที่เรียกว่า ภาษีล่วงหน้า ซึ่งจะนำไปหักกับยอดภาษีจริงใน ภ.ง.ด.50 เมื่อสิ้นปีแล้วได้ โดยมี รูปแบบการคำนวณที่ยืดหยุ่นกว่า ซึ่งสามารุถดูวิธิการคำนวนเต็มได้ที่ : วิธีการคำนวณ ภ.ง.ด.51
4.เอกสารประกอบที่ต้องแนบ
4.1) เอกสารที่ต้องแนบสำหรับ ภ.ง.ด.50
ต้องใช้ข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้องและเป็นทางการสูงสุด เอกสารที่ต้องแนบจึงมีความครบถ้วนและเข้มงวดมากกว่า ได้แก่
- งบการเงินประจำปี ซึ่งจะรวม งบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสด (ถ้ามี)
- งบการเงินต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยผู้สอบบัญชี (CPA)
- หมายเหตุประกอบงบการเงิน เพื่ออธิบายรายการทางบัญชีที่สำคัญ
- รายละเอียดรายได้และค่าใช้จ่าย ที่นำมาคำนวณกำไรสุทธิ
- รายการปรับปรุงทางภาษี เช่น ค่าใช้จ่ายต้องห้าม ค่าเสื่อมราคา สิทธิประโยชน์ทางภาษี ฯลฯ
- และเอกสารเครดิตภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ถ้ามี) เพื่อใช้หักออกจากภาษีที่ต้องชำระ
ซึ่งเอกสารทั้งหมดนี้ต้องมีความสอดคล้องกับข้อมูลในแบบ ภ.ง.ด.50 หากตัวเลขไม่ตรงกัน หรือมีความคลาดเคลื่อน อาจถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบเพิ่มเติมได้
4.2 ) เอกสารที่ต้องแนบสำหรับ ภ.ง.ด.51
เอกสารประกอบจะมีความยืดหยุ่นกว่า และขึ้นอยู่กับ วิธีการคำนวณภาษี ที่กิจการเลือกใช้ เช่น
กรณีที่ 1: ใช้กำไรสุทธิของ 6 เดือนแรกฉบับจริง
- อาจต้องมี งบกำไรขาดทุนครึ่งปี
- เอกสารรายได้และค่าใช้จ่ายในช่วง 6 เดือนแรก
- หลักฐานการคำนวณกำไรสุทธิ
กรณีที่ 2: ใช้วิธีประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีแล้วหารสอง (วิธีที่นิยมที่สุด) และ ไม่จำเป็นต้องแนบงบการเงิน
ใช้เพียงข้อมูลประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีเป็นฐานคำนวณ และควรมีเอกสารภายในหรือเหตุผลประกอบการประมาณการไว้เป็นหลักฐานในกรณีที่ถูกตรวจสอบในอนาคต
กรณีที่ 3: ใช้รายรับก่อนหักรายจ่าย (เฉพาะบางกิจการ)
- เอกสารแสดงรายรับในช่วงครึ่งปี
- หลักฐานทางบัญชีหรือรายงานรายได้ที่เกี่ยวข้อง
ถึงแม้ ภ.ง.ด.51 จะไม่ต้องแนบเอกสารมากเท่า ภ.ง.ด.50 แต่หากมีการประมาณการกำไรต่ำเกินจริงอย่างมีนัยสำคัญ กรมสรรพากรมีสิทธิเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้เช่นกัน
5. ผลต่อการจัดการภาษีโดยรวม
แม้ว่า ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 จะเป็นแบบภาษีที่เกี่ยวข้องกัน แต่ทั้งสองมีบทบาทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนต่อการ วางแผนภาษี การบริหารกระแสเงินสด และการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ เช่น
ภ.ง.ด.50 ถือเป็นแบบภาษีที่สะท้อนภาพรวมผลประกอบการที่แท้จริงของธุรกิจ ตลอดรอบปีบัญชี เพราะใช้กำไรสุทธิจากงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเป็นฐานในการคำนวณภาษี
ผลกระทบเชิงบริหาร ได้แก่ การเป็นตัวกำหนด ยอดภาษีที่ต้องชำระจริง ของบริษัท เป็นฐานในการใช้ สิทธิประโยชน์และมาตรการลดหย่อนภาษี ต่าง ๆ เช่น ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการลงทุน ค่าเสื่อมราคา หรือสิทธิ SME หรือการใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำคัญเมื่อถูก ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง กล่าวได้ว่า ภ.ง.ด.50 คือ จุดจบของการคำนวณภาษีทั้งปี และเป็นเอกสารภาษีที่มีน้ำหนักทางกฎหมายสูงที่สุดสำหรับนิติบุคคล
ในทางกลับกัน ภ.ง.ด.51 ทำหน้าที่เป็นการ ชำระภาษีล่วงหน้า (Advance Corporate Tax) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการบริหารธุรกิจระหว่างปีมากกว่าที่หลายบริษัทคาดคิด
ผลกระทบเชิงบริหาร ได้แก่ ช่วยกระจายภาระภาษี ไม่ให้ต้องจ่ายก้อนใหญ่ครั้งเดียวตอนสิ้นปี และส่งผลโดยตรงต่อ กระแสเงินสด (Cash Flow) ของธุรกิจในช่วงกลางปีอย่างไรก็ตาม หากประมาณการกำไรใน ภ.ง.ด.51 ต่ำเกินจริงอย่างมีนัยสำคัญ อาจกลายเป็นความเสี่ยงด้านภาษีในอนาคตได้
6. บทลงโทษหากยื่นผิดหรือยื่นล่าช้า
กรณี ภ.ง.ด.50 หากนิติบุคคล ไม่ยื่น ยื่นล่าช้า หรือยื่นข้อมูลไม่ถูกต้อง อาจได้รับโทษดังนี้
- ค่าปรับทางปกครอง ตามที่กฎหมายกำหนด
- เงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) คิดตามอัตราที่กฎหมายกำหนดต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระ
- มีความเสี่ยงถูก ประเมินภาษีเพิ่มเติม หากข้อมูลไม่สอดคล้องกับงบการเงิน
และสำหรับ ภ.ง.ด.51 หากไม่ยื่นตามกำหนด โดยไม่มีเหตุอันสมควร
- มีโทษปรับ ไม่เกิน 2,000 บาท
- อาจถูกเรียก เงินเพิ่มจากภาษีที่ต้องชำระ
จากข้อแตกต่างข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 เป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลที่นิติบุคคลทุกแห่งต้องยื่นตามกฎหมาย แม้ทั้งสองแบบจะเกี่ยวข้องกับภาษีเงินได้นิติบุคคลเหมือนกัน แต่มีหน้าที่และบทบาทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย ภ.ง.ด.51 เป็นการยื่นภาษีกลางปีในลักษณะการชำระภาษีล่วงหน้า เพื่อช่วยกระจายภาระภาษีและบริหารกระแสเงินสดระหว่างปี ขณะที่ ภ.ง.ด.50 เป็นการสรุปภาษีจริงจากผลประกอบการตลอดทั้งปี ซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมายและใช้เป็นฐานหลักในการตรวจสอบภาษีของธุรกิจ
การเข้าใจความแตกต่างทั้ง 6 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุประสงค์ ช่วงเวลาการยื่น วิธีการคำนวณ เอกสารประกอบ ผลกระทบต่อการวางแผนภาษี และบทลงโทษหากยื่นผิดหรือยื่นล่าช้า จะช่วยให้นิติบุคคลสามารถวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากค่าปรับ มีกำไรเพิ่ม และลดปัญหาการตรวจสอบย้อนหลัง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้บริหารและฝ่ายบัญชีสามารถควบคุมต้นทุนและบริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จัดการ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 ให้ง่ายขึ้นด้วย Etaxwise
การยื่นภาษีจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป หากธุรกิจมีระบบที่ช่วยจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ Etaxwise คือแพลตฟอร์มบริหารจัดการภาษีสำหรับนิติบุคคล ที่ช่วยให้การยื่น ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 เป็นเรื่องง่าย ถูกต้อง และทันเวลา
จุดเด่นของ Etaxwise ที่ช่วยธุรกิจของคุณ
- คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งกลางปีและปลายปีอย่างแม่นยำ
- เชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50 ลดความคลาดเคลื่อนของตัวเลข
- จัดเก็บเอกสารภาษีและข้อมูลทางการเงินไว้ในระบบเดียว
- แจ้งเตือนกำหนดเวลายื่นแบบ ลดความเสี่ยงการยื่นล่าช้า
- รองรับการยื่นแบบออนไลน์ สะดวก รวดเร็ว และตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย
หากคุณกำลังมองหาเครื่องมือที่ช่วยให้การจัดการ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 เป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย
Etaxwise คือคำตอบสำหรับธุรกิจที่ต้องการความถูกต้องและความสบายใจในทุกขั้นตอนของการยื่นภาษี
Think of Etax, Think of Etaxwise
ติดต่อเรา : @Etaxwise


